สวัสดีครับเพื่อนๆชาว exteen เหมือนว่ามันเงียบเชียบจนถึงขั้นร้างเลยแฮะ มีใครอยู่บ้างไหมครับ

พลังแห่งยุคสมัย

posted on 31 Jul 2013 19:04 by thaipattana in Moral directory Idea

ยุคสมัยเป็นสิ่งที่เปลี่ยนผ่านอยู่ทุกขณะจิตแต่หลายคนกลับไม่รู้ตัว โดยทั่วไปคนจะเข้าใจกับคำว่ายุคสมัยในแง่ของมีเหตุการณ์หรือสิ่งประดิษฐ์ที่ ลือลั่น เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เช่น ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคสงครามเย็น ยุคโลกาภิวัฒน์ ยุคIT เป็นต้น

 

ยุคสมัยที่ผันผ่านส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อผู้ที่ดำรงค์ชีวิตข้ามผ่านยุคสมัยนั้นๆมา จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่คนที่เคยข้ามผ่านมาหลายยุคสมัย จะมองเด็กที่เพิ่งจะเริ่มเข้ามาสู่ยุคสมัยโดยทีท่าที่ไม่ค่อยพอใจ และบ่อยครั้งมักจะเปรียบเทียบกับในยุคของตนเพื่อมองเห็นความแตกต่างของอดีตเพื่อติติงปัจจุบัน ในมุมกลับกัน เด็กๆก็จะงงๆกับผู้ใหญ่เช่นกัน

 

มันก็ ไม่แปลกที่คนเราจะชอบในสิ่งที่คุ้นเคยเพราะไม่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เหนื่อย แต่ในธรรมชาติ ความคงที่มักไม่คงทน แต่การเปลี่ยนแปลงนี่สิเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและมีให้เห็นบ่อยกว่า แต่คนก็มักมองไม่เห็น หรือมองเห็นแต่ก็ไม่ชอบ แต่ก็ปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อเอาตัวรอดมาเรื่อยๆโดยอาจไม่รู้ตัว

 

พลังของยุคสมัยถูกส่งผ่านมายังรุ่นต่อรุ่น เพราะเรื่องราวของอดีตจะก่อให้เกิดปัจจุบันและอนาคต จะมากจะน้อยขนาดไหนก็แล้วแต่กรณี เขาถึงว่าคนเรานั้นมีรากเหง้า ซึ่งก็คือบรรพบุรุษที่ได้เสียสละ ทนลำบากผ่านยุคที่ยากเข็ญ แล้วส่งต่อมรดก พลังแห่งยุคสมัยสู่รุ่นต่อไปด้วยการสร้างสรรค์ในสิ่งต่างๆโดยหวังให้เกิด ประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ให้คนรุ่นหลังอยู่สุขสบาย จนเป็นเราในทุกวันนี้ เราจึงควรระลึกนึกถึงบุญคุณบรรพบุรุษ กระทำตามแนวทางที่บรรพบุรุษได้วางไว้ และต้องสร้างสรรค์สิ่งดีๆต่อไปเพื่อธำรงค์รักษาไว้ซึ่งอนาคตดีๆของชนรุ่นหลัง

 

ถึงแม้ว่าพลังของยุคสมัยที่ส่งผ่านมายังไม่อาจเปลี่ยนสิ่ง ที่เรียกว่า "ความจริง" เพราะความจริงเป็นสิ่งที่เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นปกติ มีแต่เพียงเราท่านที่ไปจับเอามาแค่บางส่วน เข้าใจแต่ไม่เข้าถึงแล้วใช้ความจริงมาบิดเบือนเข้าข้างใครคนใดคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าพลังของยุคสมัยจะไม่มีค่า ไร้ราคาซะทีเดียว เพราะความรู้ ประสบการณ์ต่างๆที่สั่งสมผ่านกาลเวลานั้นสามารถที่จะถ่ายทอดสู่กันได้ เพื่อเปิดหนทางในการก้าวข้ามผ่านสู่ยุคใหม่โดยที่เข้าใกล้ความจริงที่ ประเสริฐสุด บริสุทธิ์ หมดจดได้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ได้โปรดอย่าละเลย อย่าใช้พลังแห่งยุคสมัยที่มีค่าไปกับสิ่งลวงที่ทำให้ถลำลึกลงไปอีกเลย อย่าเดินย่ำซ้ำไปซ้ำมาอีกเลย ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับยกระดับจิตใจของตน ยกระดับสังคมให้เจริญด้วยคุณงามความดี  และพร้อมกันนั้นจงช่วยกันขจัดสิ่งลวง สิ่งที่บ่อนทำลายความเจริญของสังคมให้หมดสิ้นไป เท่านี้ก็สามารถสร้างสรรค์วันที่ดีเพื่อส่งต่อสู่ลูกหลาน ให้เขาได้ภาคภูมิใจที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินขวานทองแห่งนี้

 

วิรุฬห์บัณฑิต

คมความคิด

posted on 07 Oct 2012 14:00 by thaipattana in Moral directory Idea

สวัสดีครับเพื่อนๆ เพื่อนๆเคยได้ยินกลอนบทนี้ไหมครับ

"อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ   ประเสริฐสุดซ่อนใส่ไว้ในฝัก

สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก         จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย" 

กลอนบทนี้ เป็นกลอนที่ผมชอบมาก และใช้ยึดถือเป็นคติสอนใจ กลอนบทนี้ได้ถ่ายทอดเพื่อเปรียบเทียบความรู้ ความคิดของคน เปรียบเสมือนอาวุธอันแสนประเสริฐ แต่คนเก่งที่แท้นั้นจะไม่ใช้อาวุธนั้นในการไล่เข่นฆ่าผู้อื่น เว้นแต่โดนบีบบังคับด้วยสถานการณ์ถึงขีดสุดให้ต้องใช้อาวุธอันประเสริฐนั้นเชือดฟันอย่างไร้ปราณี ฝักที่ใช้เก็บงำคมอาวุธคือคุณธรรมและจริยธรรมประจำใจตน

นอกจากสิ่งที่กลอนบทนี้ได้สอนไว้ วันนี้เราจะมาขบคิด ตีให้แตกในเรื่องคมความคิดกันครับ ในคติทางพุทธศาสนา ความคิดถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดหรือวจีกรรม การกระทำทางกายหรือกายกรรม ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะกำหนดว่าคนหนึ่งคนจะดีหรือจะชั่ว คิดดีก็พูดดีทำดี เป็นคนดี คิดชั่วก็พูดชั่วทำชั่ว เป็นคนชั่ว แรงของความคิดก็จะส่งผลถึงการกระทำ ศาสนาพุทธจึงให้ความสำคัญในการอบรมขัดเกลาความคิดจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ ให้มั่นคง

ในเรื่องของวิทยา ความรู้นั้น จริงๆแล้วอาจถือเป็นของกลางๆ มีความบริสุทธิ์อยู่ในตัวมากเพียงไรขึ้นกับความมุ่งหวังของผู้ที่แสวงหาความรู้ สร้างองค์ความรู้นั้นๆ ว่าจะคิดการนำไปใช้โดยมุ่งมาตรปรารถนาอะไร ว่ามุ่งดีหรือมุ่งร้าย จึงถือว่าความคิดนั้นสำคัญเสียยิ่งกว่าวิทยา ความดีจึงมีค่ายิ่งกว่าความเก่ง

จากในบทกลอน เพราะเหตุใดจึงเปรียบความคิด วิทยาดั่งอาวุธ คงเป็นเหตุที่ว่า ความคิดวิทยานั้นสามารถที่จะใช้ทำลายผู้อื่นได้ และนอกจากนั้นแล้ว ความคิดวิทยาก็ทำร้ายตัวเราเองได้ หากใช้ไม่ถูกทาง เราจึงควรสร้างฝักดาบที่ดีมาไว้เก็บงำประกายอาวุธไว้มิให้ทำร้ายตนเองและผู้อื่น แต่ให้คมอาวุธมีไว้เพื่อสร้างสันติสุข สร้างคุณประโยชน์แก่ตนเองและสังคม

คุณธรรมที่เป็นฝักดาบชั้นดีก็มีมากหลาย แต่อย่างไรก็ดีก็ไม่พ้นการมีสติ ไม่ประมาท ปัญญา ความละอายต่อบาป ความอ่อนน้อมถ่อมตน ดังนั้นนอกจากคุณผู้อ่านจะศึกษาวิทยา ความรู้ไปมากมายเพียงใด ก็ควรฝึกใจให้ดีงามมากเพียงพอกันหรือยิ่งกว่า สังคมจึงจะมีสันติสุข มีความเจริญงอกงาม สืบไป
 
วิรุฬห์บัณฑิต